ปาล์มมาอยู่ซิดนีย์ได้สัปดาห์นึงแล้วค่ะ วันนี้ว่างๆ เอ่อ..จริงๆ ก็ว่างแทบทุกวัน เอาเป็นว่าวันนี้ว่างมากหน่อย เลยขอจดบันทึกไว้ซะหน่อยละกัน เริ่มต้นจากชีวิตเด็กว่างงานในเมืองไทย อยากไปโกอินเตอร์กับเขาบ้างเสาะหาหนทางไปเรื่อยจนมาถึง...
วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2550
ณ สนามบินสุวรรณภูมิ กำหนดเวลาเชคอินก่อนบ่าย3 คุณพี่สาวชวนแหกขี้ตาตื่นและออกจากบ้านตั้งแต่เที่ยง (อืม...ดีจะได้มีเวลาไปชันสูตรรันเวย์) มีเพื่อนตามมาส่ง 1 คน นั่นคือ ยุ้ย เพราะมันว่างงาน (เรียนโทอยู่ไง คนอื่นเขาทำงานกันหมด) ขอบใจมากเพื่อนเลิฟ ก่อนจากกันเราได้กอดหุ่นหมีๆ ทีนึง อบอุ่นเหมือนเคยนะเจ้าหมีนะ หลังจากแยกกันก็เข้าไปตามstepเรื่อยไปจนถึงด่านตรวจคนออกนอกเมือง ตี๊ดดดดด....... เจ้าหน้าที่เรียกให้มายืนบนแท่นแล้วเอาเครื่องตรวจโลหะสแกนทั่วร่างกาย "ตี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ..." เอาล่ะเว้ยซวยแล้วตูชะรอยจะไม่ได้ออกนอกประเทศ เจ้าหน้าพาเข้าไปตรวจค้นในห้องลับด้านหลังขอค้นละเอียดยิบอีกรอบ ถอดเสื้อ o_O แจ๊คเก็ต! ตรวจๆๆ สรุปเป็นเพราะหัวเข็มขัดกับแจ๊คเก็ตยีนส์มีกระดุมมากไป อู้ววว์....ผ่านจนได้เรา เกือบไปแล้ว =_=
บินไปกับบริชติชแอร์เวย์ ทีแรกคิด 8 ชม. บนเครื่องบิน เด่อ! จิ๊บๆ นั่งรถไปกลับ กรุงเทพ-มหาสารคามบ่อยๆ มันก็ 6-8 ชม. พอๆ กันวะ มีภูมิฯครับมีภูมิฯ ไม่เป็นไรหรอก เอาเข้าจริงๆ ลำบากกว่านั่งรถกันหลายขุม ต้องหลับๆ ตื่นๆ ตามเสียงประกาศของกัปตัน ไม่ก็เสริฟอาหารของแอร์ ที่ทรมานสุดๆ ก็เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ความกดอากาศที่ต่างไปทำให้เรานั่งได้ลำบากมากขึ้น สะดุ้งตื่นทุกชม.เพราะเลือดไหลเวียนไม่สะดวก อาจเป็นเพราะที่นั่งแคบๆ (หรือตูเส้นเลือดอุดตัน?) พื้นที่จำกัดในการพลิกตัวเหยียดแขนขา ทำให้เลือดไหลไปกองตามแรงโน้มถ่วง มือ-เท้าร้อนบวมและชา ต้องคอยบีบๆ นวดๆ ยกมือขึ้นให้เลือดไหลย้อนกลับเป็นพักๆ นี่ไม่ได้อุปทานไปเอง แต่เป็นจริงๆ....พี่สาวเราหาว่าเราขี้ตู่เพราะมันไม่เป็น (ฮ่วย! อีนางเดินทางบ่อยแล้วนี่)
ด่านสุดท้ายก่อนเข้าซิดนีย์ หลังจากเอากระเป๋าก็ต้องเข้าด่านตรวจคนเข้าเมืองอีกรอบ ต้องส่งของเข้าเครื่องแสกน(อีกแล้ว)จะโดนอะไรมั้ยตู
"ตึ้กตั้กๆๆ คร่อกฟี้~ " เสียงหัวใจเต้นดังระคนความง่วง
"#$!@^&(_?^!!??" เอ๋..ฝรั่งมันว่าอะไรวะ ด้วยความรู้ภาษาอังกฤษงูๆ ปลาๆ จึงรีบหันไปเรียกพี่สาว (แน่นอนล่ะตูไม่กล้าด้นสดมั่วนิ่มไปเองแน่ เดี๋ยวตายไม่รู้ตัว) สรุปความได้ว่าขอตรวจกระเป๋าเพราะสแกนเจอวัตถุประหลาด!! o_O
เจ้าหน้าที่เปิดกระเป๋าด้วยความระทึก...(ตึกๆ...ๆๆ)
จ๊ะเอ๋! ตุ๊กตาหมอนข้างหัวปีศาจสีแดงสดโผล่ขึ้นมาทักทาย^ ^ เล่นเอาเจ้าหน้าที่หัวเราะกันไปทั้งสนามบิน (อ้าว...ผิดหรอที่ตูติดหมอนข้าง เนี่ยตูแอบอิ๊บเจ้ปอมาเลยนะเนี่ย)
03/02/07
วันแรกในซิดนีย์ ก้าวเท้าออกจากสนามบินเวลาประมาณ 7โมงเช้าซิดนีย์ (ตี3บ้านเรา) พี่สาวกะพี่เขยมารับ พี่สาวบ่นทำไมช้าจัง เลยเล่าวีรกรรมความฮาให้ฟัง ..หุหุ.. ไม่อายกันเล้ย~ จากนั้นพี่สาวชี้แจงให้ฟังว่าวันนี้มีเรียนทำกาแฟ และต้องไปเรียนทำกาแฟตอนสิบโมง (อืมๆๆ ตูยังง่วงอยู่เลย) พอถึงที่พักกว่าจะเก็บของเข้าที่เข้าทางเพราะมัวแต่เมาท์กัน เวลาก็ล่วงเลยไปถึงเที่ยง เหอๆๆ class กาแฟช่างมันพักไว้ก่อน ออกไปหาอะไร(ถูกๆ)กินกันดีกว่า
ค่าครองชีพ ใครที่ไม่มีเงินถุงเงินถังจะอยู่ได้ลำบากมาก ไอ้เรารึก็เปรี้ยวพกเงินติดกระเป๋ามาจากไทยแค่$190 (ยากจนแล้วหยิ่งไม่ขอเงินแม่) อาหารการกินโดยเฉลี่ยเริ่มต้นที่$8 (อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ประมาณ$1=28บาท) อาหารชามใหญ่มากเป็นผู้หญิงก็โชคดีหน่อยสั่ง1จานมากินกัน2คน ประหยัดไปได้พอสมควร ก๋วยเตี๋ยวเรือชามเล็ก=ชามขนาดปกติบ้านเรา สนนราคา$4.5 โดยเน้นใส่เส้นเยอะๆ คุ้ยหาเศษเนื้อเจอ2-3ชิ้น ดังนั้นกินชามใหญ่คุ้มกว่า $7 ชามใหญ่เหมือนชามใหญ้ใหญ่บ้านเรา ต่างกันที่บ้านเขาจะใส่ให้เต๊มเต็มชาม ไม่มีค่อนชามเหมือนบ้านเรา อ้อ..ส่วนน้ำเปล่าไม่ต้องซื้อกินหรอก เปิดก๊อกน้ำนั่นแหละกินได้เลย ที่นี่เขานิยมกินน้ำโซดา น้ำอัดลมกันมากกว่า ถ้าเป็นน้ำเปล่าจะกินเป็นน้ำแร่แทน
ศัพท์วันนี้ น้ำเปล่าเรียกว่า spring water ด้วยความที่หน้าแหกเรียก pure water ไปแล้วเขาไม่เข้าใจ เอ้าจำไว้ spring waterๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
04/02/07
Drop Mail เป็นjobแรกของปาล์ม หน้าที่คือเอาใบปลิวหรือโบรชัวร์ของร้านไปแจกตามบ้านต่างๆ วิธีการแจกก็คือไปสอดไว้ในกล่องจดหมายบ้านนั้นๆ กับการปฏิบัติภาระกิจแรกพี่สาวและพี่เขยได้มาร่วมปฏิบัติภาระกิจด้วย ไม่งั้นแจกทั้งวันก็ไม่หมด 900 ใบ เิดินกันขาลากครับท่าน มารู้ทีหลังว่านี่ยังเบาะๆ เพราะโดยปกติแล้วจะให้แจกคนละ 1200 ใบ นี่นับว่าปราณีมากที่พี่สาวกับพี่เขยพาขับรถวนหาตึกทำงาน คอนโดฯ อพาร์ทเมนต์ จะได้หมดไวๆ สรุปภาระกิจครั้งนี้เสร็จสิ้นใน2ชม. พร้อมกับข้าวของติดไม้ติดมือกลับบ้านเล็กน้อย
เก็บขยะ ข้าวของติดไม้ติดมือกลับบ้านเล็กน้อยในที่นี้ก็คือขยะ ขยะหมายถึงสิ่งของที่คนอื่นไม่ใช้แล้วและได้ทำการทิ้ง ที่นี่จะมีวันทิ้งขยะชิ้นใหญ่ๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์ หม้อหุงข้าว เตียงนอน หมอน ผ้าห่มฯลฯ ซึ่งวันนี้เป็นวันทิ้งขยะพอดี เหล่าคนรวยทั้งหลายก็จะทิ้งขยะดีๆ มาให้เราคนจนๆ เก็บไปใช้กัน ปาล์มกับพี่ๆ จึงทำการเก็บตะกร้าผ้าใบใหญ่มา 2 ใบ ตะแกรงใส่เอกสาร ชั้นวางเอกสาร กระจาดเล็กๆ อีก 3-4 อัน ทั้งนี้ของทุกอย่างที่เขาทิ้งยังอยู่ในสภาพดีเยี่ยม ดีกว่าของพลาสติกทุกชิ้น 20 บาท บ้านเราอีก
05/02/07
วันแรกของการไปเรียนภาษา ปาล์มลงเรียนภาษาไว้ 3 เดือน ต่อด้วย Diploma อีก 2 ปี วันแรกของการเรียนจะมีการสอบวัดระดับ ซึ่งถ้าจะต่อดิพโพม่าได้ระดับภาษาจะต้องไม่ต่ำกว่า Intermediate ตอนเช้าสอบข้อเขียน ตอนบ่ายสอบพูด จะไปรอดมั้ยตู ทำข้อสอบก็ไม่ทันมัวนั่งสัปงก ข้อกา 40 ทำไป 30 ข้อเขียน 2 ข้อ เขียนไป 1 ข้อกับอีก 2 บรรทัด (ข้อ2 เขาให้เขียนไม่น้อยกว่า 150 คำ) สอบเสร็จเดินคอตกกลับบ้าน =_=
กฏเหล็ก ตอนเย็นทำกับข้าวเผื่อไว้ห่อไปกินรร.ในวันพรุ่งนี้แล้วลืมเปิดเครื่องดูดควัน จึงเจอกับกฏเหล็กข้อหนึ่งของบ้านนี้คือ ห้ามมีควัน เพราะถ้ามีควันจน Alarmดังจะต้องเสียเงิน $200 ต่อรถดับเพลิง 1 คัน ดังนั้นตั้งแต่มาอยู่ที่นี้ จึงได้ยินเสียงรถดับเพลิงออกปฏิบัติการไม่ต่ำกว่า 10รอบ/วัน (รวยตายกันเลยแสดดด!)
06/02/07
ดีใจ1 ผลสอบออกแล้วได้ระดับ Inter-Mediate พอดี \0/ เย่ๆ
ดีใจ2 รร.นี้มีเกาหลีญีปุ่นอยู่กันอย่างละครึ่ง วันนี้ได้เจอคนไทยเรียนclassเดียวกันชื่อพี่ จิ พี่จิพักอยู่ตึกเดียวกันกับปาล์มด้วย ตอนพักเที่ยงพี่จิแนะนำให้รู้จักคนไทยอีกคนชื่อ จ๊อบ สรุปว่าทั้งโรงเรียนมีคนไทย 3 คน
08/02/07
Palmie โดนถามตั้งแต่สัมภาษณ์แล้วว่าทำไมชื่อ พามมี่ ฝรั่งญี่ปุ่นเกาหลีคงงงมั้ง ในใบรายชื่อมึงชื่อพาริชัต(Parichat)นี่ แล้วมึงเป็นคนไทยทำไมถึงชื่อพามมี่ ตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้โดนถามไป 4-5 ครั้งได้ ต้องคอยอธิบายว่าชื่อเล่นตูคือ ปาล์ม แล้วเพื่อนๆ มักเรียกกันว่า ปาล์มมี่ แล้วชื่อตูฝรั่งออกเสียงว่า พามมี่ ซึ่งมันก็อันเดียวกัน วันนี้อิตาเจสันถามในclassPalmie หมายถึงอะไร ไอ้เราก็อธิบาย palm หมายถึง palm treeนะ อิตาเจสันไม่รู้จักต้นปาล์ม(ที่เกาหลีประเทศมึงไม่มีต้นปาล์มรึไงßคิดในใจ) ไปๆ มาๆ ชื่อปาล์มกลายเป็นประเด็นบนกระดานให้เรียนกันซะนี่ (ฮ่วย!)
แอบปลื้ม แอบปลื้มอาจารย์คนนึง ชื่อ Nick น่ารักดี ดูแล้วสูงไม่ต่ำกว่า 180 แน่ๆ หน้าตาเหมือนจะเป็นจีนไม่ก็ญี่ปุ่น ทุกทีจะได้เรียนกับนิคตอนบ่าย1ชม.ใน class writing วันนี้นิคมาสอนแทนไมเคิลเลยรู้ว่าเป็นคนอินโดเชื้อสายเกาหลีแต่เกิดที่ออสเตรเลีย เลยพูดภาษาอังกฤษปร๋อ นิคแนะนำให้เจาะลิ้นจะได้พูดได้คล่องๆ เหมือนนิค +_+! ในclassคุยกันถูกคอก็เรื่องซ่าๆ บ้าบิ่นของวัยรุ่น อย่างพวกเจาะหู จมูก ปาก สะดือฯลฯ เรื่องtattoo เรื่องกฏหมายจำกัดความเร็วรถ ซื้อเหล้าเคล้าแอลกอฮอล์ ในclass มีการแชร์ประสบการณ์ให้กันฟัง กลายเป็นว่าปาล์มถูกเรียกเป็น Dangerous Girl เพราะเล่าให้ฟังว่าที่เมืองไทยเด็กมหาลัยนิยมนุ่งสั้นเสื้อฟิตเปรี๊ยะมีมอไซค์เป็นพาหนะคู่ใจ(สำหรับเด็กตจว.) นิยมไปกินเหล้าหลังมอ. บวกกับรู้ทันนิคในบางเรื่องพูดดักคอทันบ้าง เลยกลายเป็น dangerousgirl เสียนี่....อันนี้ขอเถียงเลยนะ ไม่จริ๊งไม่จริงใช่ม้ะเพื่อนๆ ตูออกจะเรียบร้อยสุดๆ ^ ^
ปล. แอบปลื้มเฉยๆ เพราะนิคมีเมียแล้ว 555+
09/02/07
BBQParty ตอนเย็นมีบาร์บีคิวปาร์ตี้เก็บตังค์คนละ$5 ใครอยากกินแอลกอฮอล์ให้ BYO (ย่อมาจาก Bring your own) โดยรวมเป็นงานที่ไม่สนุกเท่าไหร่เพราะเกาหลีญี่ปุ่นครองเมือง จับกลุ่มแยกประเทศกันไป แล้วก็คุยกันเป็นภาษาตัวเอง ปาล์มกับพี่จิไปนั่งกับกลุ่มที่เรียน writing ด้วยกัน มี เรโกะ อิกุโกะ อายะโกะ มีเรโอะหรือว่าเรียวนี่แหละมาเพิ่มทีหลัง ผ่านไป1ชม. เพื่อนๆ เมากันได้พอประมาณ อายะโกะเปลี่ยนจากคุยภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาญี่ปุ่น (ประจ๊าวห์! ตูจะรู้เรื่องกับมึงมั๊ย) พอ2ทุ่มเลยหนีไปเดินงานตรุษจีนกับพี่จิ ดีกว่ากันเยอะเลยวุ๊ย
edit @ 8 Jan 2008 16:06:56 by i-Palm
คิดถึงเพื่อนอย่างสุดซึ้ง